บทความทั่วไป


บทความ "วิธีแก้ไขความขัดแย้งคณะสงฆ์"
_ใกล้จะสิ้นปีเแล้ว แต่ความวุ่นวายและความขัดแย้งทางคณะสงฆ์ ยังไม่สิ้นสุด เพราะรัฐบาลชุดนี้ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด เรียงลำดับความสำคัญของปัญหาไม่เป็น ปัญหาต่างๆยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งพร่ามัว โดยเฉพาะปัญหาการบริหารคณะสงฆ์ ซึ่งมีมหาเถรสมาคมเป็นหลัก เมื่อมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชไม่ได้ สนช.จึงได้จังหวะแก้ พรบ.คณะสงฆ์บางมาตรา เพื่อจะปลดล๊อค ผ่านสามวาระรวด แบบลักไก่ ให้กลับไปใช้อย่างเก่า ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาแต่งตั้ง แต่ไม่ยอมปรึกษา มส. อย่างนี้เรียกว่า”มองข้ามหัว”ไม่เห็นความสำคัญของมหาเถรสมาคม ยิ่งตอนนี้มีผู้นับถือศาสนาอื่นพยายามทำลายพระพุทธศาสนาซึ่งแฝงตัวอยู่ในคณะรัฐบาล และฝ่ายอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งพยายามใช้กฎหมายและแก้ไขกฎหมาย เพื่อมาบีบบังคับคณะสงฆ์ ดังนั้น ชาวพุทธต้องรู้ทัน รู้กัน รู้แก้ เพราะปัญหามีไว้แก้ไข มิใช่ปล่อยปละละเลย ครับ!
อันที่จริง ตั้งแต่โบราณมาประเทศไทยเราแบ่งอำนาจชัดเจน ฝ่ายอาณาจักร(รัฐบาล)มีหน้าที่ ส่งเสริม สนับสนุน ปกป้อง คุ้มครองพระศาสนา มิใช่ไปก้าวก่ายฝ่ายศาสนจักรอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งอาณาจักรและศาสนจักรต้องมีความสัมพันธ์เนื่องถึงกัน มีลักษณะสนับสนุนส่งเสริม โดยมีวัตถุประสงค์คือการนำสันติสุขมาสู่สังคม เพื่อให้ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข
หากมีคำถามว่า"มีหลักธรรมอะไร สำหรับเเก้ปัญหาความขัดเเย้งของคณะสงฆ์ไทยได้บ้าง
ขอตอบว่า "อริยสัจ ๔ สามารถเเก้ปัญหาได้
๑. ทุกข์ คือ ปัญหาความขัดเเย้ง
๒.สมุทัย คือ สาเหตุของความขัดเเย้ง ได้เเก่
-การไม่เคารพ กฎ กติกา ระเบียบ ข้อบังคับ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
-การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ใส่ร้ายป้ายสี
-การเเย่งชิงอำนาจ และต้องการล้มการปกครองคณะสงฆ์
๓.นิโรธ คือหมดปัญหาความขัดเเย้ง หรือ ความขัดเเย้งลดลง
๔.มรรค คือ วิธีเเก้ปัญหาความขัดเเย้ง ได้เเก่ นำสาเหตุของปัญหามาจัดกลุ่มแล้วเรียงลำดับความสำคัญ และวางแผนมาตรการสำหรับแก้ไขแต่ละด้าน เช่น
_มหาเถรสมาคม เเละสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องรีบแก้ปัญหาโดยด่วนตามกฎมหาเถรสมาคม หรือ พรบ.คณะสงฆ์
_ต้องกำจัดอลัชชีที่เป็นเสี้ยนหนามของพระพุทธศาสนาโดยเร่งด่วน
_ต้องปฏิรูปคณะสงฆ์ และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์เเละการสลายความขัดเเย้ง ต้องอาศัยทุกฝ่าย ทุกองค์กรร่วมมือกัน หาทางออกให้กับประเทศชาติ ทุกปัญหา..มีทางออก..ครับ ขอเพียงทุกคนตั้งสติให้ดี ใช้ปัญญา มีเหตุผล สำหรับการเเก้ไขปัญหา เเละเเสงสว่างจะรอคอยคุณอยู่ข้างหน้า ขอเพียงเชื่อมั่นและศรัทธา...!!!
""เขียน โดย ภูริภัทร์

#บทความ "ธรรมะใต้แสงจันทร์” เขียนโดย..ภูริภัทร์ สุทาศิริ
...และแล้ววันเพ็ญเดือนสิบสองก็ผ่านไป ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง และเป็นวันที่มีปรากฏการณ์คือดวงจันทร์หมุนโคจรมาใกล้โลกที่สุดในรอบหกสิบกว่าปี ซึ่งทุกคนจะเห็นดวงจันทร์ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งฝรั่งเรียกว่าซุเปอร์ มูน (Super Moon) ถ้าทุกคนมองดูดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ที่ท้องฟ้าโปร่งใส ไร้เมฆหมอก จะทำให้เกิดความคิด จินตนาการไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเพ่งดูดวงจันทร์ ที่กำลังส่องประกายแสง เหมือนกับดวงจันทร์ส่องมาหาเรา จะอยู่มุมใดของโลกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศไทยก็ตาม ก็มีพระจันทร์ดวงเดียวกัน ธรรมะก็เหมือนกับจันทร์เพ็ญ จะส่องแสงสว่างไสวไปทั่วหล้าได้ ก็ต้องอาศัยคนประพฤติธรรม นำธรรมะมาใช้ดำเนินชีวิต เอาธรรมะเป็นเข็มทิศนำทาง เพื่อความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ
แต่ก่อนเคยคิดว่า “ทำไมพระพุทธเจ้า ทรงเทศน์สอนให้คนได้ดวงตาเห็นธรรม (มรรค ผล นิพพาน) เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้” ระยะหลังจึงเข้าใจว่า เพราะพระพุทธเจ้ารู้จักวาระจิตของผู้ฟัง จึงสอนธรรมะให้โดนใจผู้ฟังได้ เมื่อผู้ฟัง ตั้งใจฟัง จิตจดจ่อและต่อเนื่อง กำลังสมาธิก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ ปัญญาก็จะเกิดตามมาเอง ทำให้รู้แจ้ง เห็นจริง พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่ทุกคนได้ฟัง เสมือนพระองค์ทรงตรัสเจาะจงเราผู้เดียว ส่องใจเราคนเดียว เหมือนกับความรู้สึกว่า ดวงจันทร์ส่องมาที่เราคนเดียว อันที่จริง ดวงจันทร์ก็ส่องไปทั่วโลกนั่นแหละ 
ดังนั้น คนจำนวนมาก เมื่อฟังธรรมแล้ว จึงได้บรรลุธรรมพร้อมกัน จิตใจสว่าง สงบ ปลอดโปร่ง ดังคำว่า “สว่างตาด้วยแสงไฟ สว่างใจด้วยแสงธรรม” เพราะพระธรรมเทศนาของพระองค์เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด และอีกอย่างหนึ่ง พระธรรมเทศนาของพระองค์เป็นพระธรรมเทศนาที่แจ่มแจ้ง จูงใจ แกล้วกล้า ร่าเริง พร้อมทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่ จึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ คืนพระจันทร์เต็มดวง บรรยากาศเป็นใจ ท่ามกลางแสงจันทร์ส่องสว่างไสวทั่วพื้นป่า พร้อมทั้งดวงดาวสุกสกาวบนฟากฟ้า สดใส งดงาม และบรรยากาศก็เงียบสงัดในยามค่ำคืน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม มอบความรักที่บริสุทธิ์แก่มวลมนุษย์ คือให้ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้ผ่องใส 
ต่อมากลายเป็นหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตให้ผ่องใส ธรรม 3 อย่างนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มวลมนุษย์ควรนำหลักธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อความสุขของตนเองและผู้อื่น สังคมก็จะอยู่ดีมีสุข และอยู่เย็นเป็นสุข
ทำไมพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน การไม่ทำบาปก่อนล่ะ เพราะว่าถ้าเรายังไม่ละบาปคือความชั่วแล้ว การที่จะสร้างความดี ก็เป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นต้องละบาปก่อน บาปคือความชั่วเกิดขึ้นกี่ทางล่ะ? ความชั่วเกิดขึ้น 3 ทาง คือ
- ความชั่วทางกาย คือการฆ่า การเบียดเบียด การทำร้ายกัน, การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้หรือไม่ได้รับอนุญาต, การประพฤติผิดในกาม 
- ความชั่วทางวาจา คือ การพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ (พูดไร้สาระ ไม่มีประโยชน์)
- ความชั่วทางใจ คือ คิดอยากได้ของคนอื่น คิดพยาบาทปองร้าย เห็นผิดจากหลักธรรม
โดยปกติ การที่ละความชั่วได้ ก็ถือว่าเป็นความดีอยู่แล้ว ทำไมต้องให้สร้างความดีต่อ เพราะว่าต้องการที่จะให้สร้างความดีเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่ ถ้าเราไม่สร้างดีต่อ มันจะทำให้เราประมาท และจะไม่ขวนขวายในการที่จะสร้างความดีที่สูงขึ้นไปนะซิ 
ความดีตรงข้ามกับความชั่ว เหมือนขาวกับดำ สว่างกับมืด คือให้ประพฤติดีทางกาย ทางวาจา ทางใจ ได้แก่ เว้นจากความชั่วนั่นเอง เมื่อสร้างความดีได้แล้ว ต่อจากนั้น ก็พัฒนาด้านจิตใจ คือการทำจิตใจให้ผ่องใส ปลอดโปร่ง สะอาด สว่าง สงบ
บุคคลใด มีใจสว่างดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ ที่ไม่มีเมฆหมอกมาบดบัง บุคคลนั้นก็จะมีความสุข ส่วนผู้ใดใจยังเศร้าหมอง ขุ่นมัว เหมือนกับเมฆหมอกที่บดบังดวงจันทร์ไว้ ผู้นั้นย่อมประสบทุกข์
จะอยู่อย่างไรให้เป็นสุข ใต้แสงจันทร์เดียวกัน ซึ่งมีดวงดาวระยิบระยับ ส่องประกายแสง สังคมโลกปัจจุบัน มุ่งไปทางทำลาย ล้างผลาญ เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่โลกจะเกิดสันติภาพ 
นอกเสียจากการนำธรรมะมาค้ำจุนโลกไว้ คือให้เรามีเมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลก ละการเข่นฆ่าราวีกัน สันติภาพจึงจะเกิดขึ้นได้
ใต้ฟ้าเดียวกัน ใต้ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน ธรรมะควรจะขยายไปทั่วทุกมุมของโลก เพื่อความเสมอภาคของมวลมนุษยชาติ ที่จะได้พิสูจน์หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลจากการนำหลักธรรมมาปฏิบัติ มาใช้ในการดำเนินชีวิต ก็จะทำให้โลกเกิดสันติสุข นำความสงบร่มเย็นมาสู่มวลมนุษย์โดยทั่วหน้า เหมือนดวงจันทร์ส่องแสงให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชมความงดงาม และมวลมนุษย์ก็พลอยมีความสุขกันทั่วหน้า ในค่ำคืนที่ไร้เมฆหมอก ฉะนั้น และสุดท้ายผู้เขียนได้แต่งกลอนให้ทุกท่านได้อ่านเล่นๆ อ่ะครับ
ดวงจันทรา ส่องแสง ไปทั่วหล้า
ใต้โลกา พิภพ ดูสดใส
เหมือนแสงธรรม ผุดผ่อง ส่องอำไพ
ให้หทัย ชาวโลก ได้ร่มเย็น
แสงพระธรรม สว่าง ทั้งคืนวัน
ส่วนแสงจันทร์ ดารา แค่ราตรี
เหล่าหญิงชาย ควรสร้าง บารมี
เพิ่มรังษี แห่งธรรม ในดวงใจ

.....ราตรีสวัสดิ์ พี่น้องชาวโลก...

2 comments:

  1. This comment has been removed by the author.

    ReplyDelete
  2. สุขทุกข์ในโลกนี้
    ล้วนเกิดมีและดับไป
    เพียงรับรู้และเข้าใจ
    ทุกอย่างไซร้ อนิจจัง
    ชีวิตหนอชีวิต
    กรรมลิขิตให้เป็นอยู่
    ตัวตนยังไม่รู้
    มัวหลงสู้ดิ้นรนไป
    กิเลสมันนำพา
    ตัวตัณหาชักนำใจ
    ยึดมั่นมีเยื่อใย
    จึงไม่พ้นบ่วงแห่งมาร..
    ...ภูริ์ ภูไท...

    ReplyDelete